Demand Charge คืออะไร?
ค่าไฟฟ้าของโรงงานและธุรกิจขนาดกลาง-ใหญ่ในไทยแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก:
- ค่าพลังงาน (Energy Charge) — คิดตามจำนวน kWh ที่ใช้จริง
- ค่าความต้องการพลังไฟฟ้า (Demand Charge) — คิดจาก ช่วงพีคสูงสุด 15–30 นาที ของทั้งเดือน
ปัญหาคือ Demand Charge มักคิดเป็น 30–40% ของบิลรวม แต่เกิดจากการใช้ไฟพร้อมกันเพียงแค่ไม่กี่นาทีต่อเดือนเท่านั้น
ตัวอย่างจริง
โรงงานที่ใช้ไฟสูงสุด 500 kW เพียง 15 นาทีใน 1 เดือน จะถูกคิด Demand Charge จาก 500 kW ทั้งเดือน แม้ว่าชั่วโมงที่เหลือจะใช้เพียง 200 kW เท่านั้น
Peak Shaving คืออะไร?
Peak Shaving คือการ "ตัด" ยอดการใช้ไฟช่วงพีคลง โดยใช้พลังงานสะสมจากแบตเตอรี่ (BESS) มาจ่ายเสริมในช่วงที่โหลดสูง แทนที่จะดึงทั้งหมดจากสายส่ง
หลักการทำงาน
ชั่วโมง Off-Peak → BESS ชาร์จไฟ (ไฟราคาถูก)
ชั่วโมง Peak → BESS จ่ายไฟเสริม → Peak Load ลดลง → Demand Charge ลด
ผลลัพธ์จากโครงการจริง
| โครงการ | Demand Charge ก่อน | หลัง Peak Shaving | ประหยัด/เดือน |
|---|---|---|---|
| โรงงานชลบุรี | 180,000 บาท | 108,000 บาท | 72,000 บาท |
| โรงแรมภูเก็ต | 38,000 บาท | 22,000 บาท | 16,000 บาท |
| อาคารสำนักงาน กรุงเทพฯ | 55,000 บาท | 31,000 บาท | 24,000 บาท |
ระบบที่ MGM Renewable ใช้
MGM ใช้ Wowtiger C&I ESS 50kW และ 100kW ซึ่งมีคุณสมบัติ:
- AI EMS (Energy Management System) — วิเคราะห์ Pattern การใช้ไฟและเตรียม BESS ล่วงหน้าอัตโนมัติ
- UPS Switching <20ms — ไม่มีรอยต่อระหว่างสลับแหล่งพลังงาน
- Solid-State Battery 6,000+ รอบ — ความคุ้มค่าในระยะยาวสูงกว่า LiFePO4 ทั่วไป
- IP65 — ทนทานต่อสภาพอากาศไทย ทั้ง Indoor และ Outdoor
สรุป: คุ้มไหมกับการลงทุน?
สำหรับโรงงานหรือธุรกิจที่มีค่าไฟเกิน 50,000 บาท/เดือน ระบบ Peak Shaving มักให้ ROI ภายใน 3–5 ปี และประหยัดได้ต่อเนื่องอีก 15–20 ปีหลังจากนั้น
ต้องการรู้ว่าโรงงานของคุณประหยัดได้เท่าไร? ทีมวิศวกร MGM สามารถวิเคราะห์บิลค่าไฟและออกแบบระบบให้ฟรีโดยไม่มีข้อผูกมัด